วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สรุปบทที่6

ระบบ CRM (Customer Relationship Management)
              เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่องค์กรนํามาใช้เพื่อบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้ากับองค์กรตลอดวงจรชีวิตการเป็นลูกค้า ได้แก่ การตลาด การขาย การให้บริการ และการสนับสนุน โดยใช้ทรัพยากรด้านสารสนเทศ กระบวนการ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเน้นการสร้างประสานสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ demain chain management ผ่านการจัดโปรแกรมเพื่อจูงใจลูกค้า 

เป้าหมายของ CRM
            เป้าหมายของ CRM นั้นไม่ได้เน้นเพียงแค่การบริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้าจากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคร-าะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์  หรือการบริการรวมไปถึงนโยบายในด้านการจัดการซึ่งเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา  CRM  ก็คือ การเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป
การทำงานของ ระบบ CRM มี ขั้นตอนดังนี้
1.            Identify เก็บข้อมูลว่าลูกค้าของบริษัทเป็นใคร เช่น ชื่อลูกค้า ข้อมูลสำหรับติดต่อกับลูกค้า
2.            Differentiate วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน และจัดแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามคุณค่าที่ลูกค้ามีต่อบริษัท
3.            Interact มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว
4.            Customize นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีความเหมาะสมเฉพาะตัวกับลูกค้าแต่ละคน 
           คุณสมบัติที่ดีที่สุดของ CRM คือ ความสามารถในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว และสามารถใช้ในการ ประเมินความต้องการของลูกค้าล่วงหน้าได้ เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ดี การทำงานของ CRM ยังรวมถึงลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นอีกจุดหนึ่ง นั่นคือการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ในการรับข้อมูลที่ตัวเองสนใจ และทันต่อเหตุการณ์ เช่น ระบบ CRM สามารถแจ้งให้เจ้าของรถยนต์ทราบล่วงหน้าว่า รถของพวกเขาถึงเวลาอันสมควร ที่จะได้รับการตรวจเช็คจากศูนย์บริการ โดยระบบจะทราบถึงรายละเอียดของข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้ ในการติดต่อ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ จดหมายแจ้งลูกค้า จะถูกส่งไปตามที่อยู่ที่เก็บบันทึกไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ารับบริการตรวจเช็ครถคันดังกล่าว รวมถึงการเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้า ด้วยการแนะนำศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดให้
องค์ประกอบ E-CRM
1.ระบบการจัดการ
2.คน
3.เทคโนโลยี
ขั้นตอนการทำ e-CRM
พัฒนาฐานข้อมูล
เลือกเทคโนโลยี
เลือกโปรแกรมการตลาด
ติดต่อสื่อสาร
ประเมินผล
ปรับปรุงฐานข้อมูล

สรุปบทที่5

e-Marketing

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Marketing) 


ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เรียกกันว่ายุคนี้ คือ ยุคดิจิตอล ระบบการตลาดก็เช่นเดียวกัน ผลจากเทคโนโลยีทำให้ระบบการตลาดเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตลาดต้องปรับตัวให้ทัน กับระบบการค้า บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดทางการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Electronic Marketing หรือ E-Marketing เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความแตกต่างระหว่างการตลาดแบบ ดั้งเดิม (Traditional Marketing) กับการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งทางด้านแนวคิด ลูกค้า สินค้าและบริการ  และกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ

Distinguishing between e-marketing, e-business 
and e-commerce






E-marketing plan


วัตถุประสงค์ของโครงสร้างการทํา  E-marketing Plan 
--Cost reduction and value chain efficiencies
--Revenue generation
--Channel partnership
--Communications and branding


ข้อดีของ E-Marketing เมื่อเทียบกับสื่ออื่น
--เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่า 800 ล้านคน 225 ประเทศ 104 ภาษา
--สามารถวัดผลได้แม่นยํากว่าสื่ออื่น
--ราคาลงโฆษณาถูกกว่าเมื่อเทียบกับสื่ออื่น
--จํานวนผู้ใช้สื่อนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
--คุณภาพของผู้ใช้มีมากกว่าสื่ออื่น


Click and Click เป็นการให้บริการบนอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ไม่มีธุรกิจในโลกจริง

Click and Mortar เป็นรูปแบบที่มีธุรกิจจริง (Real) อยู่แล้วแต่ขยายมาทําในอินเทอร์เน็ต

เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โมเดล
--Click & Click
ข้อดี                                                                                  ข้อเสีย
ต้นทุนต่ำใช้คนน้อย (คนเดียวก็ทำได้)                          ขาดความชำนาญ                            

เริ่มต้นได้ง่าย                                                            สร้างฐานลูกค้าใหม่
เปิดกว้างมากกว่า                                                       รองรับลูกค้า Online ได้อย่างเดียว
ไม่ต้องมีความชำนาญมากก็เริ่มทำได้                           ความน่าเชื่อถือน้อย

--Click & Mortar
ข้อดี                                                                                  ข้อเสีย
มีความเชี่ยวชาญ                                                           ต้นทุนสูงใช้คนมาก
มีลูกค้าอยู่แล้ว                                                              ใช้เวลาในการจัดทำ

น่าเชื่อถือ                                                                      การทำงานต้องยึดติดกับบริษัท
รองรับลูกค้าได้ online และ Offline

การเริ่มต้นการตลาดออนไลน์
--กาหนดเป้าหมาย
--ศึกษาคู่แข่ง
--สร้างพันธมิตร
--ติดตั้งอุปกรณ์ที่จําเป็น
--ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์


วิธีการออกแบบแบนเนอร์ให้ได้ผล
--ขนาดยิ่งใหญ่ยิ่งมีโอกาสการคลิกเยอะ
--เปลี่ยนแบนเนอร์บ่อย (1 แคมเปญ ควรมีอย่างน้อยแบนเนอร์ 2 แบบ)
--ใช้คำพูดที่จูงใจ ดึงดูดในแบนเนอร์ เช่น “กดที่นี่” “โอกาสสุดท้าย”
--ฟรี.! ยังเป็นคำที่มีอนุภาคมากที่สุด
--การใช้ภาพเคลื่อนไหว จะมีคนคลิกมากว่า โฆษณาภาพนิ่ง (เคลื่อนไหวอย่างเร็ว)
--การใช้เซ็กซ์ ช่วย.. ยังไงคนก็สนใจ
--ใช้สีสันโดดเด่น มีคนสนใจมากกว่า สีดำๆ ถมึนๆ


Natural Search Engine Optimization (SEO)
ข้อดี                                                              
ฟรี Traffic                                            
ผู้ชมจะคลิกในส่วนนี้สูงถึง 60-70%
ข้อเสีย
สามารถเลือกจำนวน keyword ได้จำกัดแค่ 2-5 คำต่อเนื้อหาหนึ่งหน้าของเว็บเพจ
ไม่สามารถรักษาสถานะของอันดับได้แน่นอน
ไม่สามารถวัดค่า ROI ที่แน่นอนใช้เวลานานกว่าจะรู้ผลของแต่ละคำ


Paid Search Advertising (Pay Per Click Advertising)
ข้อดี
 พร้อมใช้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที
แม้ว่า Search Engine จะเปลี่ยนแปลงการจัดใหม่ อันดับของคุณจะคงที่อยู่เสมอ
สามารถเลือกจำนวน keyword ได้ไม่จำกัด
ควบคุมค่าใช้จ่าย และสามารถวัดค่า ROI ได้แม่นยำและใช้เวลาไม่นาน
ข้อเสีย
ต้องเสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิก Ad
ต้องใช้ทักษะที่ค่อนข้างสูงในการบริหาร Ad

Raid Marketing (การตลาดแบบจู่โจม)
--ใช้คนเป็นจำนวนมากในการเข้าไป “สร้างกระแส” ตามแหล่งต่างๆ ที่มีคนเยอะ chat rooms, forums, discussion groups etc around the world
--ใช้ความเป็น “ส่วนตัว” เข้าไปสร้างกระแสสังคมใน Virtual Community

ทำ Signature ใน E-Mail (Out-Look, Hotmail)
--ทำทุกคนในบริษัท
--ใส่ข่าวสารหรือโฆษณาลงไปก็ได้

วิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์-Online
ลงทะเบียนใน Web Directory, Search Engine ไปเขียนบทความที่อื่นๆ แล้วทำ link กลับมาแจ้งผู้เข้าเยี่ยมชมเมื่อ เว็บปรับปรุงใหม่




รูปแบบรายได้จากการทำเว็บไซต์
--ขายโฆษณาออนไลน์
--ขายสินค้า E-Commerce
--ขายบริการหรือสมาชิก
--ขายข้อมูล (Content)
--การจัดกิจกรรม, งาน
--การให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ
--การรับพัฒนาเว็บไซต์


การทำโพล หรือ แบบสำรวจออนไลน์
ใช้ฐานลูกค้าของเว็บไซต์นั้นๆ เป็นผู้ทำแบบสำรวจผ่านเว็บไซต์

ช่องทางการทำ
--ส่งผ่าน E-Mail
--ทำผ่านหน้าเว็บไซต์

ขายสินค้าทำ E-Commerce
การขายสินค้าผ่านหน้าเว็บ โดยคุณอาจจะมีสินค้าหรือไม่มีสินค้าก็ได้ เช่น notebook, Application

การขายบริการหรือสมาชิก
ให้บริการเช่า แอพพิลเคชั่น (ASP) Ex. Thaimisc, TARAD.com ขายบริการที่ดีกว่า  Ex. Keepalbum.com


ขายข้อมูล
ค่าเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ รูปภาพหรือข้อมูล Ex. Stock information, จำกัดการเข้าดู Ex. Balloon Album


การให้บริการผ่านมือถือ
SMS, Logo-Ringtone, 1900 Ex. Sanook MobileMagic, Siam2you , Monozone.com


การให้บริการผ่านมือถือ
--www.SmileSMS.com
--www.Monozone.com


รูปแบบการชำระเงินแบบใหม่
--Micro Payment - SMS Payment, IVR Payment (1900)
--SMS, Logo-Ringtone, 1900 Ex. Sanook MobileMagic, Siam2you , Monozone.com

การรับพัฒนาเว็บไซต์
--ใช้ความรู้ที่มีในการรับพัฒนาเว็บไซต์ มาให้บริการ
--ออกแบบเว็บ (Web Design)
--เขียนโปรแกรม (Web Programming)
--ดูแลเว็บ (Web Maintenance)
--การตลาดออนไลน์ (Web Marketing)
--ที่ปรึกษา (Consultant)
--อาจนำทั้งหมดมาทำเป็น Package

Cs กับความสำเร็จของการทำเว็บ
--C
 ontent  (ข้อมูล)
--C ommunity (ชุมชน,สังคม)
--C ommerce (การค้าขาย)
--C ustomization (การปรับให้เหมาะสม)
--C ommunication, Channel (การสื่อสารและช่องทาง)
--C onvenience (ความสะดวกสบาย)





สรุปบทที่4

บทที่4 E-Commerce

ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Business)


คือกระบวนการดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เรียกว่าองค์การเครือข่ายร่วม (Internetworked Network) ไม่ว่าจะเป็นการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) การติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน หรือแม้แต่ระบบธุรกิจภายในองค์กร
ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Business)


พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขายหรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช้เทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และครอบคลุมรูปแบบทางการเงินทั้งหลาย  เช่น ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์, การค้าอิเล็กทรอนิกส์, อีดีไอหรือการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, โทรสาร, คะตะล้อกอิเล็กทรอนิกส์, การประชุมทางไกล และรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลระหว่างองค์กร (ESCAP,1998)



พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประมวล และการส่งข้อมูลที่มีข้อความ เสียง และภาพ ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขายสินค้า และบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์, การขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิทัลในระบบออนไลน์, การโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์, การจำหน่วยหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์, การประมูล,  การออกแบบทางวิศวกรรมร่วมกัน, การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ, การขายตรง, การให้บริการหลังการขาย ทั้งนี้ใช้กับสินค้า (เช่น สินค้าบริโภค, อุปกรณ์ทางการแพทย์) และบริการ
(เช่น บริการขายข้อมูล, บริการด้านการเงิน, บริการด้าน กฎหมาย)รวมทั้งกิจการทั่วไป (เช่น สาธารณสุข, การศึกษา, ศูนย์การค้าเสมือน(Virtual Mall) (European union,1997)



E-Business และ E-Commerce เหมือนหรือแตกต่างกัน คือ

ความหมายของ eBusiness

 e-business คือกรอบของ e-commerce ซึ่งจะรวมรายการหลักที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ e-commerce และ กระบวนการทำงานในการดำเนินธรุกิจแบบเดิมๆ กลับมียอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นการทำงานแบบออนไลน์เป็นอย่างดี เราสามารถบอกได้ว่า e-business สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการภายในของธุรกิจ แบบ online ยกตัวอย่างกระบวนการทำงาน เช่น inventory management, risk management, finance, human resources. สำหรับ ยกตัวอย่าง ธุรกิจที่มี eCommerce และ eBusiness จำเป็นต้องมี การขายสินค้าแบบ online และ มีการจัดการกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร หรือ อาจจะมีการขายที่เป็นแบบ offline รวมด้วยก็ได้ 

ความหมายของ eCommerce

e-commerce คือ ในการทำธุรกิจ ทุกๆรายการที่เกิดขึ้น ภายใต้ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้งานระบบเคลือข่ายเป็น (Network) เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล เพื่อทำให้เจ้าของธุรกิจ สร้างบริการที่ดีของธุรกิจของตนเองให้กับ ลูกค้า ยกตัวอย่าง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีการให้บริการการลงทะเบียนให้กับนักศึกษาแบบออนไลน์ ทำให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียนที่ไหนก็ได้และไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่สถาบัน ทำให้เกิดบริการที่ดีให้กับทางสถาบันและลูกค้า คือนักศึกษาก็มีความพึงพอใจ eCommerce รวมถึงการทำรายการที่เกิดขึ้นบนระบบ Internet , Intranet , Extranet , การส่ง e-mail และ แม้แต่การส่ง Fax ก็ตาม

กรอบการทำงาน (E-Commerce Framework)



การจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
The Dimensions of E-Commerce



กลุ่มธุรกิจที่ไม่ค้ากำไร (Non-Profit Organization)
1. Intrabusiness (Organization) E-Commerce
2. Business-to-Employee (B2E)
3. Government-to-Citizen (G2C)
4. Collaborative Commerce (C-Commerce)
5. Exchange-to-Exchange (E2E)
6. E-Learning




วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สรุปบทที่3

สรุปบทที่3 E-business strategy


Learning Outcomes

1.กลยุทธ์ทำให้เราเห็นทิศทางอนาคต การปฏิบัติขององค์กร หรือส่วนหน่วยขององค์กร
2.เป้าหมหายอาศัยสนทนาทั้งภายนอกและภายใน เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร
ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ E-Business และกลยุทธ์อื่นๆ




ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ E-ฺฺBusiness และกลยุทธ์อื่น






แบบจำลองกระบวนการกลยุทธ์ทั่วไป



รูปแบบกลยุทธ์ E-Buiness Dynamic








Business Environment





สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

- สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจ Internal Environment คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด และ ควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
- สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ External Environment ภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้                   ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่           ควบคุมไม่ได้แต่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ ซึ่งประกอบ               ด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค




สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับจุลภาค (Micro External Environment) 
      คือ ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถ ควบคุมได้ แต่สามารถเลือก ที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
- ตลาด หรือลูกค้า (Market)  
- ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ (Suppliers)
- คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries)
- สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์ (Publics) 


สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับมหภาค (Macro External Environment)
         คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกได้เป็น 4 ประการ ได้แก่
                   - ด้านการเมืองและกฎหมาย 
                   - เศรษฐกิจ
                   - สังคม
                   - เทคโนโลยี






S (Strengths) จุดแข็ง 
                เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่มีอยู่ จุดแข็งนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่าง ผู้บริหารและบุคลากร หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่น มีสถานภาพทางการเงินที่มั่นคง ที่ตั้งอยู่ใกล้ทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งจัดจำหน่าย บุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ



W (Weaknesses) จุดอ่อน 
               เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลร้ายถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไข เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ไม่คงที่ ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร ฯลฯ

O (Opportunities) โอกาส 
               เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ สินค้าของคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ ฯลฯ

T (Threats) อุปสรรค 
               เป็นปัจจัยภาย นอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือ ไม่เกิดขึ้นได้ และเป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจเสียหาย เช่น รัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น เกิดภัยสงครามหรือภัยธรรมชาติ ฯลฯ


E-environment


วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สรุปบทที่2

บทที่ 2 E-business infrastructure

E-business infrastructure   หมายถึงการรวมกันของฮาร์ดแวร์เช่น Server, Client ในองค์กรรวมถึงการใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์เหล่านี้และการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการส่งมอบบริการให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในบริษัทและยังรวมถึงคู่ค้าและลูกค้าของตน ซึ่งคำว่า Infrastructure ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรมทางด้าน Hardware , Software และ เครือข่าย ที่มีอยู่ในบริษัทด้วย  


Internet technology
Internet ช่วยให้การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องที่เชื่อมต่อทั่วโลก ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงเป็นระบบเขนาดใหญ่ในรูปแบบ Client / Server




Intranet applications
อินทราเน็ตถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับการขายในด้านธุรกิจ e - commerce โดยเน้นทำงานจากฝ่ายการตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของ supply-chain management 




Extranet applications

เอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลโดยควบคุมจากภายนอกองค์กร สำหรับธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง





Firewalls
ถ้าแปลเป็นภาษาไทย จะหมายถึง กำแพงไฟ ซึ่งน่าจะหมายถึงการป้องกันการบุกรุก โดยการสร้างกำแพง อย่างไรก็ตาม ความหมายของ Firewall สามารถอธิบายได้ดังนี้ คือ Firewall เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับป้องกันระบบ Network (เครือข่าย) จากการสื่อสารทั่วไปที่ถูกบุกรุก จากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในระบบ Network หรือระบบเครือข่าย การป้องกันโดยใช้ระบบ Firewall นี้จะเป็นการ
กำหนดกฏเกณฑ์ในการควบคุมการเข้า-ออก หรือการควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล ในระบบเครือข่าย นั่นเอง


                  



-- Web 1.0
ลองนึกย้อนไปตอน Internet เพิ่งเริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงๆจังๆ (คงไม่รวมเอาแบบยุคเริ่มต้นเกินไปก็ได้นะ) เราจะเริ่มหรือเคยเห็นมีเว็บไซต์หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเว็บไซต์ก็จะเป็นการนำเอาข้อมูลที่ตัวเอง ต้องการนำเสนอไปทำในรูปแบบของ html หรือข้อมูลต่างๆที่เราเห็นอยู่นั่นแหละไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ หรืออินเตอร์เน็ต ส่วนเราผู้ใช้ก็มีหน้าที่ คือกดเข้าไปอ่านส่วนเจ้าของก็คือมีหน้าที่คือ Update ข้อมูลเข้ามาทำกันไปกันมาแบบเดียวกันนี้แหละ ซึ่งโดยสรุปเราอาจจะเรียกวิธีการแบบนี้ว่าเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว หรือเรียกว่า One Way Communication ก็ได้


-- Web 2.0
จาก WEB 1.0 ต่อมาเว็บไต์ก็เริ่มมีการพัฒนา พวก WEB Board, Blog, มีการนำภาพมาแชร์ นำ วีดีโอ มา Post มีการแชร์ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน พูดคุย ถกเถียงกัน นินทา ประจาน ใส่ร้ายก็มี ทั้งจากเจ้าของเว็บไซต์เอง หรือจากคนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์กันเองเรียกว่า ผู้ใช้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ข้อมูล หรือ Content ในเว็บไซต์นั้นมีการ update และพัฒนา ปรับปรุง อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เว็บไซต์มีรูปแบบของการสื่อสารเป็นแบบสองทาง หรือ Two Way Communication ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ทำให้ อินเตอร์เน็ตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก

-- Web 3.0
จาก WEB 2.0 ก็เริ่มขยับก้าวเข้ามาสู่ช่วงของ WEB 3.0 ...แล้วอะไรละที่เพิ่มเข้ามา ก็มีคนสรุปไว้ค่อนข้างเยอะ ผมเองก็อ้างอิงและผนวกกับประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวเข้ามาว่า สื่งที่คนพัฒนาเว็บกำลังพยายามทำกันต่อก็คือ แก้ไขปัญหาของข้อมูลหรือ Content ที่ไม่มีคุณภาพต่างๆ ที่ WEB 2.0 ได้สร้างขึ้น ซึ่งมีการขยายขนาดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วทำยังไงละผู้ใช้ถึงจะสามารถเข้าถึง Content หรือสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ง่ายและตรงความต้องการมากที่สุด สะดวกที่สุด ก็เลยมีการพูดถึง
Web4.0
เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขนาดเล็กเพื่อสนองความต้องการใช้เว็บที่หลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของคนโดยการวิเคราะห์ทางเลือกที่ดีที่สุดให้ (IPA)สามารถปรับ -พฤติกรรมให้เข้ากับผู้ใช้เรียนรู้และจดจำรูปแบบพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน และทำการวิเคราะห์  สืบค้น  ประมวลผล  นำเสนอเนื้อหาและข้อมูลให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด   เป็น Learning Web โลกของการเรียนรู้บนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  จะทำให้เรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเองและพัฒนาจาก web 3.0 ให้มีมากกว่า การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ได้ด้วยตรรกวิทยา




     Blogger

-Blog มาจากคำเต็มว่า WeBlog บางครั้งอ่านว่า We Blog บางคนอ่านว่าWeb
-Log Blog  คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์
-โดยเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้ ซึ่งข้อมูลประกอบด้วยข้อความรูป และลิงค์
 -การเพิ่มบทความให้กับ blog ที่มีอยู่ เรียกว่า “blogging”
 - บทความใน blog เรียกว่า “posts” หรือ “entries”
 -บุคคลที่โพสลงใน “entries”เรียกว่า “blogger”